Showing posts with label information. Show all posts
Showing posts with label information. Show all posts

Wednesday, 23 September 2015

การเลือกหุ้นที่จะวิ่ง

- ช่วงการซื้อขาย กว้างกว่า 5% ของราคาหุ้นโดยไม่สนใจราคาเปิด ปิด 
เช่น หุ้น aaa ราคา 10 บาท ในวันนั้น มีช่วงการซื้อขาย 10.1 – 10.8แต่ราคา ปิดเป็น 10.5 ก็นำเข้ามาใน list
-volume เพิ่มจาก 10 วัน ก่อนหน้าเฉลี่ย มากกว่า 300% 
เช่นหุ้น aaa 10 วันที่ผ่านมา มี volume เฉลี่ย 200000 หุ้น แต่ในวันนั้น มี volume 800000 หุ้น และให้ดูเฉพาะ ตัวที่ไม่ลบช่วงราคา คือ สภาวะของหุ้น ถ้าช่วงราคากว้าง บ่งชี้ ว่าคนซื้อไล่ตาม คนขายถอยหนี เป็นสภาวะ กระทิง หรือ ขาขึ้นสมบูรณ์แบบ volume คือ พลังหรือ power ของหุ้นช่วงราคา และ volume ประกอบกันเป็น พลังการเหวี่ยงตัว หรือ momentum

- break ราคา high คือ มีการยอมให้ราคาที่สูงกว่าปกติแสดงว่า หุ้น ต้องมีการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีมากๆ ในระยะนั้นๆ เช่น break ราคาสูงสุดของ 20 วัน คือ ดีขึ้นใน 1 เดือน break 200 วัน คือ ดีขึ้นที่สุดในรอบ 1 ปี

เมื่อ ได้ list หุ้นแล้ว ให้ติดตามหุ้นตัวนั้นไปทุกวันนับแต่นั้นจำไว้ว่า อย่าเพิ่งเข้าซื้อ ขอเน้นว่า อย่าเพิ่งเข้าซื้อ เพราะ ทั้ง 3 ข้อที่กล่าวมา ยัง ไม่ได้หมายความว่า หุ้นจะขึ้นไปอย่างแท้จริงในตอนนั้นต้องรอให้หุ้นพักตัวก่อน แล้วดูลักษณะการพักหุ้นเกิน 50% ของ list จะ break ในตอนแรก แต่ยืนไม่อยู่และตกกลับในที่สุดแต่ถ้า break 200 วันขึ้นไป 90% ขึ้นแน่ๆ

ขั้นตอนนี้ จะทำการติดตาม หุ้นที่ list ไว้หุ้นที่เข้าเกณฑ์ เพื่อเตรียมซื้อ มีลักษณะดังนี้

1. break new high ในระยะเวลาหนึ่งเช่น 60 หรือ 200 วันอย่างแท้จริง (true break out)การ break แท้จริง มีลักษณะดังนี้
1) break ด้วย ช่วงราคากว้างมาก ( มากกว่า 5% ของราคา ) ข้อนี้ ไม่ต้องดู volume
2) break ช่วงไม่กว้าง แต่ volume มากกว่า volume ที่แนวต้านนี้ในครั้งก่อน
3) break ด้วยช่วงไม่กว้าง volume ไม่มาก แต่ยืนอยู่ได้ 3 วันไม่ตกกลับไป

2. หลัง break มีการพักตัวอย่างดี การพักตัวที่ดี มีลักษณะดังนี้
2.1) ราคาลบไม่มาก volume น้อยลงกว่าวัน break ยิ่งน้องมากยิ่งดี
2.2) ราคาไม่ลงต่ำกว่า จุด break (pivot point หรือจุดเป็นตายของหุ้น)
2.3) เวลาพักตัวไม่นานกว่า 20 วัน ยิ่งน้อยวันยิ่งดี โดยปกติ 10 วันถือว่านานมากไปแล้ว

3. การพักตัวเสร็จสิ้นแล้ว หุ้นจะขึ้นต่อ โดยการพักตัวเสร็จสิ้นมีลักษณะ ดังนี้
3.1 low ของวัน มีการยกตัว 2 ครั้ง
3.2 volume เพิ่มขึ้นจากวันก่อน
3.3 ช่วงราคากว้างขึ้นจากวันก่อน


สรุปคือเมื่อหุ้น break แล้ว พักตัวดี และ พักตัวเสร็จให้เตรียมเข้าซื้อได้แล้ว คือ ตกลง เลือกหุ้นตัวนี้แล้ว

จุดเข้าซื้อหุ้น (entry point)
จำไว้ว่า เมื่อใดก็ตามที่หุ้น แสดงตัวว่า ไม่ลงต่ำกว่า pivot point (จุด break)ให้สามารถเข้าซื้อได้ทันที

หลักการนี้ จะทำให้เรา เข้าซื้อได้ 2 จุด คือ
1. ราคาที่พักตัวเสร็จสิ้น
2. ราคา ที่เหนือ กว่า high ของวัน break

ในข้อ 1 จะได้หุ้นราคาต่ำกว่า 2 แต่ ความแน่นอนน้อยกว่า

แนะนำว่า ถ้าไม่ มีเวลาเฝ้า ให้ซื้อราคา 2 แต่ถ้ามีเวลาเฝ้าจอ ให้ซื้อราคา 1
เมื่อได้จุดเข้าซื้อแล้ว ให้ซื้อแบบนี้แบ่งการซื้อเป็น 2-4 ครั้ง อย่าซื้อหมดในครั้งเดียว
เพราะถ้าหุ้นตกกลับ ท่านจะเสียหายหนักถ้าจะซื้อ 2 ครั้ง ให้ซื้อ 50% และ 50%
ถ้าจะซื้อ 3 ครั้ง ให้ซื้อ 25% 25% และ 50% ถ้าจะซื้อ 4 ครั้ง ให้ซื้อ 20% 20% 20% และ 40%
ทำไม ครั้งสุดท้ายจึงซื้อมากที่สุด เพราะ แน่ใจที่สุดว่าหุ้นขึ้นแน่ๆแล้ว
เมื่อซื้อ จน ครบแล้วรอ รอ รอ

การอ่านกราฟ ต้องยึดถือหลักการว่ารูปแบบกราฟคือ ผลรวมของทุกอย่างในตัวหุ้นนั้นแล้วผลรวมทุกอย่าง
คือ ปัจจัยพื้นฐาน ข่าวจริง ข่าวเท็จ ลับ ลวง พราง ทุกอย่าง จะสรุปสุดท้ายเป็นรูปกราฟขบวนการซื้อหุ้นทุกชนิด
คำสั่งสุดท้ายในการซื้อ จะมี 2 ปัจจัยเท่านั้น คือราคา และ ปริมาณการซื้อขาย การวิเคราะห์เทคนิค ต้องเอา 2 ปัจจัยนี้มาวิเคราะห์ร่วมกันเสมอ ไม่เช่นนั้น จะผิดพลาด
การ break out หรือ การทะลุ มี 2 แบบ คือ break out แนวต้าน กับ break out แนวรับ เมื่อการเกิดการทะลุ จะเกิดการเคลื่อนไหวขึ้นแล้ว อาจจะขึ้น หรือ ลง
ทำไมหุ้นถึง break กรอบการไม่เคลื่อนไหว?
ก็เพราะมันมีการเปลี่ยนแปลงขึ้นในตัวหุ้นนั้น ดังนั้น การ break จึงเป็นสัญญาณที่สำคัญที่สุด ที่จะบอกว่า
หุ้นได้เคลื่อนไหวแล้วกำไรที่มาก จะมาจากการเล่นเมื่อ break ส่วนการเล่นในกรอบ จะกำไรน้อย เพราะมันไม่มีการเคลื่อนไหวของราคา

CR. Group line

Saturday, 19 September 2015

บทเรียนจากการสัมมนาและการเรียนรู้จากที่ต่างๆ

1. ข่าวก็ควรอ่าน แต่ต้องวิเคราะห์ให้เป็นจะมีประโยชน์มาก แยกให้ออกว่าอันไหนข่าวดีข่าวร้ายกับหุ้นตัวไหน
2. เทคนิคดี แต่ mindset ไม่ผ่าน ไม่กล้า cut มันก็ไม่เวิก ความคิดว่ากลัวมันเด้ง ให้เลิกคิดเรื่องนี้เพราะมันไม่ได้โชคดีเสมอไป
3. แต่ mindset ได้ เทคนิคไม่แม่นยำ ก็ย่ำแย่เช่นกัน
4. เล่นให้เหมือนเป็นเงินก้อนสุดท้ายของชีวิต เราจะเล่นแบบปลอดภัย มันคือการลงทุนให้ได้กำไร ไม่ใช่การพนันหรือเล่นเกมเพื่อความสนุกอยากเอาชนะ
5. ระบบเทรดเป็นเรื่องของส่วนตัวเฉพาะใครเฉพาะมัน เพราะมันเป็นเรื่องจริตและการดำเนินชีวิต
6. อย่ายึดติดสูตรสำเร็จ เพราะหุ้นก็เหมือนคน นิสัยอาจจะคล้ายแต่ไม่เหมือนกัน แถมนิสัยยังเปลี่ยนได้ตามกาลเวลา ก็ต้องปรับตัวกันไป
7. อ่านมากหลายเรื่อง รู้ไปใช่ว่าจะได้ใช้แถมสับสน เอาเรื่องที่จะใช้ แต่ให้แตกฉานดีที่สุด
8. อย่าคาดหวังการรวยเร็ว แต่ให้เป็นการสะสมกำไรไปเรื่อยๆจนพอร์ตโต เพราะต้องกระจายความเสี่ยงแบ่งพอร์ตไม่ใช่ all in เล่นไม่หวังฟลุค
9. ใช้อัตราทบต้นให้เป็นประโยชน์ เล่นแบบรันเทรนด์พอร์ตจะโตได้ดีกว่าเดย์เทรด
10. เห็นโวลุ่มเข้าเยอะ ไม่ได้แปลว่าจะขึ้นเลย ให้เก็บไว้เป็น Watchlist รอวิ่งค่อยเข้า
11. ไม่ได้ต้องเข้าทุกหุ้นที่เราเจอ แต่ต้องเข้าจุดที่เราได้เปรียบและต้องคุ้มเสี่ยง
12. ไม่เกี่ยวว่าจะต้องซื้อเย็น (นั่นมันเฉพาะหุ้นปั่น) แต่ให้ซื้อในราคาที่วางแผนไว้


เขียนแพลนการเทรดชัดเจน

System trade condition

Buying
1. RSI Week >50
2. EMA 10 >EMA 25 (Price around EMA25 if possible or at least EMA10)
3. Breakout trend line after retracement
4. Higher high higher low
5. Volume up when take high
6. เน้นการเลือกหุ้นเป็นตัวๆจนกว่าจะหมดรอบ ไม่ลงทุนกระจาย
7. Time Stop 3 days

Selling
1. 70% Profit protection
2. Graph under EMA 5 in short term, long term EMA10


ข้อผิดพลาดซ้ำๆที่ต้องแก้ให้ได้
1. ลืมดู Time frame week ก่อนเข้า
2. มโนไปเองว่ามันกลับตัวแล้ว โดยยังไม่เกิดเทรนด์ให้เห็น
3. พอราคาไม่ลงเท่าที่วางแผนไว้ก็ลนลานรีบเข้า โดยไม่สนใจว่า RRR มันลดลง
4. การเลือกจุด stop ให้ถูกต้องและเลื่อนจุด stop ขึ้นไปเมื่อหุ้นขึ้น

กฏการเทรด
1. อย่ารีบร้อนเข้า ดูเชิงไปก่อน
2. เลือกหุ้นที่เป็นเทรนด์ขาขึ้นหรือเบรกจริงเท่านั้น
3. Scan กราฟไม่พอต้อง Scan Volume ด้วยทุกวัน
4. ยืดหยุ่นตามสถานการณ์ให้เป็น แต่ก็อย่าลนลานเมื่อหุ้นวิ่ง ถ้าของมันจะใช่คือต้องเข้าตามแผน แต่ก็อย่ายึดติดจนตกรถ
5. เข้าด้วยกราฟ ออกด้วย fractal / Profit protection

Wednesday, 16 September 2015

แปลงานวิจัยเรื่อง Technical analysis and individual investors

แปลงานวิจัยเรื่อง Technical analysis and individual investors

งานวิจัยค้นพบว่าผู้ลงทุนที่ใช้การวิเคราะห์เทคนิคอลและการเทรดบ่อยๆ จะตัดสินใจแย่ ส่งผลให้มีผลตอบแทนต่ำกว่าผู้ลงทุนแบบอื่น คนที่บอกว่าใช้เทคนิคอลมักมีแนวโน้มที่จะมีการคะเนของการเติบโตในตลาดระยะสั้นแบบไม่ได้สัดส่วน จะถือพอร์ตที่ลงทุนแบบเน้นๆมากกว่า ซึ่งจะซื้อหุ้นที่ราคาสูงกว่า และมีแนวโน้มที่จะเสี่ยงบนจุดกลับตัวน้อยกว่า เลือกการลงทุนที่เสี่ยงในสัดส่วนที่สูงในอัตราส่วนที่สูงว่าระหว่างความเสี่ยงที่ไม่เป็นระบบไปจนถึงความเสี่ยงเต็มขั้น และนิยมไปลงทุนในออปชั่น (อนุพันธ์)มากกว่า และได้ผลตอบแทนน้อยกว่า

นักลงทุนแบบเทคนิคอลโดยไม่มีการวิเคราะห์พื้นฐานจะมีประสบการณ์น้อยกว่า และมีอายุโดยเฉลี่ยน้อยกว่าและมักจะเป็นผู้ชาย คนที่เล่นแบบอนุพันธุ์จะใช้เทคนิคอลมากกว่าแบบอื่น

งานวิจัยระบุว่าการวิเคราะห์ทางเทคนิคเป็นเหมือนเครื่องมือในการแสดงออกของอคติผ่านการเทรด เป็นการแสดงออกให้เห็นถึงการมองโลกในแง่ดีเกินเหตุและมั่นใจเกินไป และไม่ค่อยมีเป้าหมายในการทำให้ทุนเติบโต แต่มีเป้าหมายในการเล่นเป็นงานอดิเรก และมีเป้าหมายหลักคือการเก็งกำไร ยกเว้นกลุ่มที่ใช้เทคนิควิเคราะห์พื้นฐานและเทคนิคอลร่วมกัน

การเทรดแบบเทคนิคอลแทบไม่มีประโยชน์กับรายย่อย ที่จะต้องเจอการเสียค่าคอมเยอะกว่า และต้องพิจารณาถึงค่าเสียเวลาในการจะเป็นผู้เชี่ยวชาญของการเก็งกำไรค่าเงิน และต้องคอยติดตามข่าวสารตลาดในทุกวัน ค่าคอมที่สูงเกิดจากการที่นักลงทุนเล่นตามกฏเทคนิคที่ต้องรับความเสี่ยงอย่างเลี่ยงไม่ได้
นักลงทุนที่มีความทะเยอทะยานมากกว่าและคนที่เล่นพอร์ตแบบเน้นๆมากกว่าจะเทรดเยอะกว่า นักลงทุนที่รวยกว่าจะมีหุ้นที่มีกำไรเยอะกว่า แต่จะได้กำไรจากอนุพันธ์ต่ำกว่า นักลงทุนที่ประสบการณ์มากกว่าจะเทรดน้อยครั้งกว่า ในขณะที่คนที่ชอบความเสี่ยงสูงจะเทรดบ่อยกว่า

มีคำเรียกว่า high roller ในการเรียกนักลงทุนที่เก็งกำไรสูง คนพวกนี้จะใช้การวิเคราะห์ทางเทคนิคเป็นกลยุทธและหวังเงินจากการลงทุนระยะสั้น โดยคนเหล่านี้มีนิสัยพฤติกรรมเหมือนนักลงทุนที่ชอบแทงหวยในหุ้น
นักลงทุนรายย่อยมีแนวโน้มที่จะซื้อหุ้นที่เหมือนล็อตเตอรี่ ซึ่งหุ้นพวกนี้มีราคาแพงเกินไป กลุ่มที่ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญจะใช้ชาร์ตราคาในการทำนายราคา และมีแนวโน้มสูงมากที่จะพนันบนเทรนด์ โดยมีอคติสูงกว่าเมื่อเทรนด์ในอดีตขึ้นมากกว่าลง และเชื่อว่ามันคือการแสดงออกถึงสิ่งที่ซ่อนอยู่ เมื่อมีข้อมูลอธิบายสาเหตุของเทรนด์ พวกเขาจะพนันของความต่อเนื่องไม่ใช่จุดกลับตัว และมักไม่ขายบนเทรนด์ นักเล่นแบบเทคนิคอลจะพนันบนจุดกลับตัวน้อยกว่านักลงทุนแบบอื่น  การจะแก้ได้คือต้องเปลี่ยนมุมมองใหม่ในการมองรูปแบบจำลองที่ซ่อนอยู่นั้น

คำแนะนำทั่วไปสำหรับนักลงทุนรายย่อยคือให้จำกัดความพยายามในการชนะตลาดและให้ลงทุนพอร์ตราวกับว่าตลาดมีประสิทธิภาพ ทำแบบนี้แล้วจะช่วยเลี่ยงการทำลายตัวเองเนื่องจากผลของความอ่อนแอทางจิตวิทยาของตัวเอง




Wednesday, 9 September 2015

หุ้นที่น่าสนใจ V.S. หุ้นที่ยังไม่ชัวร์

หุ้นน่าสนใจ
1. ค่า PE ลด
2. Breakout แนวต้าน
3. RSI >50 แต่ <90
4. Sto ไม่เกิน 70
5. MACD มี divergence หรือ histogram เป็นสีเขียวมา 2เส้น
6. เส้น ema 10 ตัดขึ้น 25 หรืออยู่เหนือ10
7. แท่งเทียนกลับตัวและconfirm
8. แท่งเทียนสั้นแต่ vol มาก
9. อยู่ในระยะเวฟแรกๆ
10. ค่า RRR คุ้มกับการเทรด

หุ้นที่ยังไม่ชัวร์
1.เบรกเทรนไลน์ไม่ได้แปลว่าขึ้น อาจจะออกข้างก็ได้ แค่บอกว่าให้จับตาดู
2. หุ้น False break มีบ่อยให้รอดูว่ายืนได้หรือไม่ อย่ารีบร้อน
3. หุ้นที่มีโวลุ่มเข้ามากๆไมได้แปลว่าจะขึ้นเสมอไป รายใหญ่อาจจะกดราคาให้ต่ำเพื่อเขย่าเม่าออกไปก่อนจะขึ้น ยังไม่ต้องรีบเข้าอีกเช่นกัน ถ้าจะเล่นรอบใหญ่อย่าใจร้อน

จุดสำคัญสำหรับ trend following trader..
1.คัดเลือกหุ้นพื้นฐานดีเพื่อ long (พื้นฐานไม่ดีเพื่อ short) เลือกไว้อย่างละ 3 ตัว แบ่งตังค์ไว้เท่าๆกัน
2.เทรนด์ที่กำลังเล่น เพื่อ long (เทรนด์ที่ห่วยสำหรับshort) 
3.นำเข้าสู่ระบบเทรด
4.ตั้งจุด stop loss 3 ช่อง และ trailing stop 3 ช่อง
5.เชื่อและปฏิบัติตามระบบอย่างเคร่งครัดขายก็ขายซื้อก็ต้องทำตามระบบอย่าอิดออด
ว่าด้วยเรื่องของการตัดขาดทุนและรักษากำไรด้วย : Trailing Stop
6. trend มาจากภาพรวมใหญ่ ไม่ใช่ข่าว
7. ส่วนใหญ่ช่วงเช้าตลาดจะคึกคัก ถ้าเลือกถูกมันก็วิ่งเป็นจรวด ถ้าผิดมันก็ลง ถ้าราคาไม่ขยับ ก็ตัดสินใจเอาว่าจะขายเพื่อจบ หรือดูต่อ 
8. เล่นหุ้นขาขึ้นดีกว่าหุ้นขาลงแล้วถัวตลอดเวลามีแต่จะติดมากขึ้น ซื้อแพงขึ้นดีกว่าซื้อถูกลง ถัวแล้วแพงขึ้นดีกว่าถัวแล้วถูกลง
9. หาจังหวะsapบ้างถ้าเป็นหุ้นพื้นฐานไม่ซื้อเพิ่มจนกว่าจะเปลี่ยนเทรน ไม่ก็คัททิ้งถ้าเป็นหุ้นปั่น

หุ้นที่ควรเข้า
1. MACD ตัดกันทิศทางขึ้น หรือ ADX DI+ตัดไปเหนือเส้น DI- แสดงถึงเทรนด์ที่ชัดเจน
2. RSI ไม่สูงเกินไป (ทั้งนี้ไม่จำเป็นว่าเกิน 70 แล้วจะเข้าไม่ได้ต้องดูอย่างอื่นประกอบ
3. มี New High (ตามกรอบเวลาที่เราประเมิน)
4. Volume มีนัยยะสำคัญ (ดูได้จาก VROC หรือ Volume เบรก SMAV14 

หุ้นที่ไม่ควรถือต่อ
1. มีจุดต่ำใหม่
2. หลุด Trend Line (Trailing Stop)
3. SMAV14 ตัด RSI

ลิงค์หุ้นปันผลดี
http://www.ruayhoon.com/xd.php


Tuesday, 8 September 2015

เรื่องของ Momentum



Momentum indicator

เป็นเครื่องมือช่วยวิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงของราคาหุ้น
การวิเคราะห์และการนำไปใช้งาน
1.ดูการเปลี่ยนแปลงของราคา
-ถ้าค่า Momentum ออกมาสูงกว่า 100 แปลว่าราคาปิดปัจจุบันสูงกว่าอดีต ทิศทางราคาสูงขึ้น (ตัดขึ้น 100 จุดซื้อ)
-ถ้าค่า Momentum ออกมาต่ำกว่า 100 แปลว่าราคาปิดปัจจุบันต่ำกว่าอดีต ทิศทางราคาต่ำลง (ตัดลง 100 จุดขาย)

2. แนวโน้มของ Momentum
นำมาคำนวณกับค่าเส้น Moving Average เพื่อหาสัญญาณย่อตัวรุนแรงหรือจุดกลับตัวได้

3. ดู Divergence
-Bullish Divergence ทิศทางราคาลง แต่ Momentum ไปทิศทางแย้งกันสูงขึ้นหรือเท่าเดิม
-Bearish Divergence ทิศทางราคาขึ้น แต่ Momentum ไปทิศทางแย้งกันต่ำลงหรือเท่าเดิม


สูตรและที่มา


การอ่านค่า Momentum.

- ถ้าราคากำลังขึ้นและ Momentum ตัดผ่านขึ้นเหนือเส้นศูนย์และกำลังเคลื่อนที่ขึ้นด้วยเช่นกันจะเป็นการยืนยัน uptrend (ใช้เส้น 1 หรือ 100 แทน ในกรณีของ Rate of Change)
- ถ้าราคากำลังลง Momentum ตกลงและตัวผ่านเส้นศูนย์ลงมาด้วยเช่นกัน จะเป็นการยืนยัน downtrend 
ดังนั้น สัญญาณซื้อ จะเกิดขึ้น เมื่อ Momentum ตัดผ่านเส้นศูนย์ขึ้นไปและราคาอยู่ใน uptrend สัญญาณขายจะเกิดขึ้นเมื่อ Momentum ตัดผ่านเส้นศูนย์ลงมา และราคาอยู่ใน downtrend 
ที่มา
แนวคิดการเล่นหุ้นแบบ Momentum Investing

https://www.youtube.com/watch?v=nJ0TdNcPQ-0

จัดพอร์ทหุ้นด้วยเทคนิค Momentum


http://www.slideshare.net/Akarawat99/momentum-47665177

Monday, 7 September 2015

จิตวิทยาการเก็งกำไร

กฏเหล็กการเทรด
1. อย่าฝืนเทรนด์ ถ้าระบบบอกให้หยุดเทรดคือหยุดเทรด อย่าคิดแม้แต่จะเข้าหุ้นปั่น
2. ช่วงหุ้นตกรุนแรงอย่าง Panic Sell ควรซื้อเฉพาะหุ้นพื้นฐานดีที่มั่นใจว่าไปต่อเท่านั้น ราคาจะถูกกว่าที่ควรจะเป็น แต่ถ้าหุ้นไก่กามันไปแล้วไปลับ รออีกนาน
3. แม้แต่ช่วงที่ SET กำลังขึ้น ก็ไม่ต้องรีบเข้า รอเข้าตอนเย็นก็ได้
4. ยึด indicator MACD กับ EMAV เป็นตัวตัดสิน ไม่ต้องสนใจอย่างอื่นมันจะสับสน
5. เล่นหุ้นไม่จำเป็นต้องเล่นหลากหลายตัว เล่นหุ้นตัวเดิมๆที่เราชิน และมีการเคลื่อนไหวเสมอจะง่ายกว่าเพราะจับทิศทางได้ถูก
6. เงินที่อยู่ในพอร์ตเราต้องคิดว่ามันเป็นเงินก้อนสุดท้ายในชีวิต เราจะเล่นแบบเซฟสุดๆ หลุดเป็นคัททันที
7. อย่าลืมกฏที่ว่ากำไรต้องคุ้มที่ขาดทุนไปเสมอ ดังนั้น เราต้องควบคุมขาดทุนให้ดี
8. อดีตของหุ้นตัวนั้นบอกอนาคตเราเสมอ

เทคนิคเล็กๆ
1. เรามักยอมให้พอร์ตติดลบแดงมากกว่าจะขายทิ้งไป แล้วคิดในใจว่ารอมันเด้งค่อยขาย สุดท้ายก็จะขาดทุนไปเรื่อยๆ
2. ถ้าเรายังทำตามคน 90% ที่ขาดทุน เราก็จะขาดทุน
3. ถ้าเราอ่านกราฟเป็น เขาก็อ่านกราฟเป็น เค้าจะทำราคาให้มันน่าตาม ให้แตะเบรก คนจะเฮโลกันเข้า แล้วก็หวังว่ามันจะไป ซึ่งมันไม่ใช่
4. หุ้นกับข่าวถ้ายิ่งไม่ไปด้วยกัน ยิ่งน่าสนใจว่าทำไม ถ้ามีข่าวร้ายหรือตลาดร่วงแต่ทำไมมันถึงไม่ร่วง
5. ถ้าเราคิดว่าได้เปรียบที่ราคานี้ มันไม่ใช่ จริงๆเรากำลังเสียเปรียบ เขาจะหลอกให้เราเข้าแล้วไปเล่นใต้ราคาที่เราซื้อ
6. การเคาะทุกครั้งมีความเสี่ยง ศึกษาให้ดีก่อนเข้า
7. ช่วงเวลาการขายหุ้นควรเป็นช่วงการพัก เพราะเราไม่รู้ว่าเราอ่านเกมถูกมั้ย
8. เราต้องกล้ารับแนวรับ ตอนที่เกิด Panic Stop loss จะสั้น
9. ถ้ามันแตะเบรกดูไปไม่รอดขายก่อนก็ได้
10. ถ้าซื้อแล้วไม่วิ่ง ก็ควรยอมขายคืนไป
11. เราจะ cut loss ด้วยความรู้แบบไหน เราไม่รู้ว่าเราจะคิดถูกมั้ย จง Cut loss เมื่อหลุดแนวรับ



กลยุทธ์การเล่นหุ้น (ก็อบมาจากพันทิพ ถูกใจเลยเอามาเก็บไว้)

ภารกิจหลักคือการรักษาเงินต้น ภารกิจรองคือหากำไร

ต้องมีวินัยกับตัวเองมากๆ ถึงเวลาขายต้องขายอย่าหลอกตัวเอง (อย่าโลภ) ถึงเวลาซื้ออย่ากลัวที่จะซื้อ(อย่ากลัว) โดยเฉลี่ยแล้ว ปีหนึ่งๆ เซ็ตไทยจะตกต่ำ 100-200-300 จุดให้เห็นๆ เสมอ ปีละประมาณ 2-3 ครั้งแทบทุกปี คุณรอจังหวะอย่างนี้ ตกหนักๆ

ต้องยอมรับในความผิดพลาดของตนเอง จึงจะแก้ไขให้ถูกต้องได้

คนเก่งไม่ใช่คนที่ตัดสินใจถูกทุกครั้ง หากแต่เป็นคนที่รู้จักแก้ไขได้เร็ว
(ซื้อแล้วไม่ขึ้นหยุดซื้อ ขายแล้วไม่ลงหยุดขาย ในทางกลับกันซื้อถูกเทรน ซื้อไปเหรื่อยๆ ขายถูก ต้องขายให้หมด always รักษาเงินต้น เงินสดดีที่สุด)

เวลามองถูกต้องปล่อยกำไรให้ยาว ๆ (แต่อย่าหลอกตัวเอง อย่าโลภ) แต่เวลามองผิด ต้องตัดขาดทุนโดยเร็ว

ใน 10 ครั้งถ้าขาดทุน 8 ครั้ง กำไร 2 ครั้ง ก็อาจไม่ขาดทุนได้
(เพราะ cut loss เร็ว เมื่อรู้ว่าผิดทาง และ let profit run เมื่อจับจังหวะใหญ่)

รายใหญ่อาศัยข่าวร้ายในการซื้อหุ้น และอาศัยข่าวดีในการขายหุ้น
(ต้องทำ volume ให้สูง จึงจะออกของตัวเองได้
โอกาสซื้อของถูก โดยปกติ Volume ต้องน้อยมาก ๆ )

เราต้องรู้จักการขายหุ้น คือ ตอนที่สถานการณ์อะไร ก็ดูดีไปหมด ไม่มีข่าวร้ายอะไร รอยู่ข้างหน้า
(จังหวะนี้ ถ้ามีข่าวลบนิดเดียว มันก็จะลงแล้ว)
หรือข่าวดีออกมาแล้ว ที่เหลือต้องรอไปลุ้นกันในอนาคต
เราจะขายหุ้นเมื่อเห็นว่า หุ้นตัวนั้นดีเกินไปแล้ว ข่าวที่คาดหวังออกมาแล้ว
ธุรกิจนั้น ดีมากเหลือเกิน แสดงว่า ราคาหุ้นตัวนั้น อยู่ในจุดที่สูงมากแล้ว หรือยอดดอยนั่นเอง แต่ทุกคนในตลาดไม่รู้หรอกว่าดอย เพราะอะไรๆของหุ้นตัวนั้น ก็ดูดีไปหมด ขายไปเถอะ จะรอให้ดีไปมากกว่านั้นอีกหรือ

ไม่เล่นหุ้นตอน Recession (เพราะไม่รู้ว่าหลุมลึกแค่ไหน)
ถ้าจะซื้อ ต้องเตรียมที่จะถือยาวมากๆ และต้องซื้อให้ถูกจริงๆ (แง่คิดข้อนี้ ทำยากมากๆ เพราะไม่รู้ว่า ถูกจริง ๆ นั้นอยู่ตรงไหน)

จงอย่าถือหุ้นเข้า recession แต่ให้ถือหุ้นออกมาจาก recession
แล้ว let profit run until the sign of another recession comes to shine.

The only time to buy is the time of maximum pressimism. (Templeton)
In contrast, the time to sell is when everything looks good.

เรียนรู้ยุทธศาสตร์ (Strategy) ระยะยาว และยุทธวิธี (Tactics) ระยะสั้น

รู้จักหุ้น Cash low return, but limited losses.



You don't know for sure what the market will do.
คนที่ฉลาดมากๆส่วนใหญ่นั้นมักจะเป็นคนสุดท้ายที่จะประสบความสำเร็จในตลาดหุ้น เพราะพวกเขามักรู้สึกว่า พวกเขาสามารถที่จะรู้ได้ว่า ตลาดจะเป็นอย่างไร! แต่โดยส่วนใหญ่ หรือโดยเฉลี่ยแล้ว…มันมักจะไม่ได้เป็นไปอย่างนั้น ตลาดไม่อนุญาตให้คุณรู้ดีไปกว่ามันได้หรอก คุณต้องกลับมาตระหนักให้ดีว่า..คุณไม่สามารถไปบังคับอะไรมันได้ ดังนั้น คุณจึงควรกลับมาบังคับตัวคุณแทน

จิตวิทยาการลงทุน-เล่นหุ้น Trading Psychology – First Business TV (1)

จิตวิทยาการลงทุน-เล่นหุ้น Trading Psychology – First Business TV (Part:2)


 จิตวิทยาการลงทุน ตอนที่ 1

“จิตวิทยาการลงทุน” (Video Clip) Trading Psychology (Part 2)

จิตวิทยาการลงทุนต่อกำไร-ขาดทุนที่เกิดขึ้น

Saturday, 5 September 2015

Divergence

สรุปคือถ้าต้องการดูขาขึ้นที่จะกลับตัวให้ขีดเส้นแนวต้าน (Bearish Divergence)
 ถ้าต้องการดูขาลงที่จะกลับตัวให้ขีดเส้นแนวรับ (Bullish divergence)

divergence คืออะไร


http://www.sornhoon.com/d-divergence.aspx
http://tradding2onlinemoney.blogspot.com/2013/06/moving-average-convergence-divergence.html

ดูง่ายๆคือ เส้นกราฟกับ Indicator มันไม่สัมพันธ์กัน

Bearish Divergence คือเทรนด์กำลังจะลง กราฟมันขึ้นแต่ indicator RSI MACD เท่าเดิมหรือลง หรือกราฟเท่าเดิมแต่ RSI MACD ลง

Bullish Divergence คือเทรนด์กำลังจะขึ้น กราฟมันลงแต่ indicator RSI MACD ขึ้นหรือเท่าเดิม หรือกราฟเท่าเดิมแต่ RSI MACD ขึ้น










Thursday, 3 September 2015

Buffett’s alpha ทำกำไรสไตล์บัฟเฟตต์

  • Safe : ความปลอดภัย หรือความผันผวนของหุ้นที่ต่ำกว่าตลาด โดยพวกเขาได้พบว่า บัฟเฟตต์ มักเลือกซื้อหุ้นที่มีความผันผวนที่ต่ำกว่าตลาดอยู่เสมอ (เช่น Low Volatility or Low Beta)
  • Cheap : ราคาที่ถูก หรือ ส่วนต่างของราคากับมูลค่าของหุ้นในขณะนั้น โดยพวกเขาได้พบว่า มักเลือกซื้อหุ้นในราคาที่ถูกกว่ามูลค่าอยู่เสมอ (เช่น Low Value or Low Price-to-Book Ratio)
  • Quality : กิจการที่ดี หรือ ความสม่ำเสมอของผลกำไร อัตราการเติบโต และอัตราการจ่ายเงินปันผลที่สูง (Payout Ratio) โดยพวกเขาได้พบว่า บัฟเฟตต์ มักเลือกซื้อหุ้นที่มีคุณภาพของกิจการที่ดีอยู่เสมอ
 ไม่ว่าหุ้นจะลงหรือแม้แต่กำลังวิ่งขึ้นไปมากสักเท่าไหร่ เขาก็ไม่สนใจหากว่าเขาคิดว่าราคาของมันยังต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริงอยู่ ซึ่งเป็นสิ่งที่นักลงทุนรายย่อยหลายๆคนอาจไม่สามารถทำอย่าง บัฟเฟตต์ ได้เลย เนื่องการกระทำเช่นนี้ได้นั้นมักจะขัดกับความรู้สึกจนเกินไปนั่นเอง

Wednesday, 2 September 2015

เรื่องของ Chart Pattern

วิธีการดู Pattern

Wave Riders Blogs: Price Pattern ... รูปแบบกราฟ ...หลอกลวงตา
http://waveridersclub.blogspot.com/2015/…/price-pattern.html

เอาเรื่อง Chart Pattern มาคุยกัน !!
http://www.pawawit.com/2010/12/chart-pattern.html

Chart Pattern รูปแบบซ้อนทับ
http://tradding2onlinemoney.blogspot.com/…/chart-pattern.ht…


.



































Saturday, 29 August 2015

Average True Range (ATR)

ผู้คิดค้น : J. Welles

TR = True range คือ ค่าระยะความผันผวนสมบูรณ์ ( ค่าจะเป็นเลขจำนวนสมบูรณ์ ไม่มีค่าติดลบ )
การคำนวณค่า True Range สามารถหาได้จากค่าสูงสุดของค่าต่อไปนี้
-          ระยะห่างระหว่างค่าสูงสุดและค่าต่ำสุดของวันนี้
-          ระยะห่างระหว่างราคาปิดเมื่อวานกับค่าสูงสุดของวันนี้
-          ระยะห่างระหว่างราคาปิดเมื่อวานกับค่าต่ำสุดของวันนี้

ค่า Average True Range เป็นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่(โดยปกติจะใช้ 14 วัน) ของค่า True Range
ณ จุดต่ำสุดของตลาดที่ใกล้กับสภาวะ panic ค่า ATR จะมีค่าสูง โดยค่า ATR จะมีค่าต่ำเมื่อตลาดอยู่ในสภาวะ Sideway
ที่มา

เรียนรู้การเล่นหุ้นโดยใช้ AVERAGE TRUE RANGE

http://socialintegrated.com/stock-average-true-range

Average True Range (ATR) เป็นตัวชี้วัดที่ใช้ในการวัดความผันผวนของตลาดนั้นๆ โดยทั่วไปมันจะเป็นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ ในรอบของมันที่ได้กาหนดเอาไว้เป็นความแตกต่างที่มากที่สุดของราคาสูงสุดของวันนี้และราคาต่าสุดของวันนี้ ราคาสูงสุดของวันนี้และราคาปิดเมื่อวานและราคาต่าสุดของวันนี้และราคาปิดเมื่อวาน ซึ่งถ้าค่ามันมีค่ามากก็จะทำให้ความผันผวนของหุ้นตัวนั้นมีความผันผวนมากขึ้นตามไปด้วย ส่วนค่าที่น้อยค่าความผันผวนก็จะน้อยตาม สรุปคือ มันใช้ดูการแกว่งตัวของหุ้น ว่ามากหรือน้อย แต่ไม่ได้เอาไว้ใช้ดูเทรนด์
ที่มา
http://www.luihoon.com/2013/10/average-true-range-atr.html

ถ้ามีสัญญาณว่าราคาจะทะลุผ่านระดับแนวรับ/แนวต้าน ณ สภาวะความผันผวนต่ำ ค่าของ indicator ที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆซึ่งเป็นการบ่งบอกว่าการเปลี่ยนแปลงราคาจะรุนแรงขึ้น เป็นสิ่งยืนยันได้ว่า ทิศทางแนวโน้มของราคาได้รับแรงกระตุ้น และจะเกิดสัญญาณการทะลุของราคาโดยเห็นได้จาก price flow ที่เพิ่มมากขึ้น
ที่มา (มีสูตรการคำนวณและการอธิบาย)
https://www.instaforex.com/th/forex_indicators/atr.php

มันเป็น indicator ที่ดี ที่จะบอกได้ว่า ช่วงไหน จะมีการแกว่งของราคา มาก (Expanding)
หรือ น้อย (Contracting)
มันจำแตกต่างาก Bollinger bands เนื่องจาก ATR จะเฝ้าดู พิสัยของราคา สูง และต่ำ
ซึ่ง Bollinger bands จะคิดจาก Standard deviation ของแต่ละช่วงเวลา
ดังนั้น ATR จึงเป็น indicator ที่ดี ในการเฝ้าดู พฤติกรรมของราคา ในช่วงเวลาหนึ่งๆ

ในช่วงเวลาหนึ่งๆ ถ้าความต่างของราคาระหว่างสูง และต่ำน้อย ก็จะทำให้ GAP ระหว่างราคานั้น แคบ
ความน่าสนใจในหุ้นตัวนั้นก็จะน้อย
ผมคิดว่า ในภาษาหุ้นของไทย ก็คือ หุ้นเน่านั่นเอง ไม่น่าเล่น
ในขณะที่ ถ้าความต่างของราคาสูง หุ้นตัวนั้น ก็จะมีความน่าสนใจ
เป็นที่ตื่นเต้นของนักเก็งกำไร
และการแกว่งของราคานี่เอง ตัว indicator ที่สามารถวัดได้คือ ATR

ที่มา
http://www.doohoon.com/smf/index.php?PHPSESSID=7fldmrjei8g5olkefvk9nldg80&topic=63233.0


Average True Range (ATR) Stop Loss : ตัดขาดทุนด้วยความผันผวน เป็นวิธีที่ใช้ความผันผวนของการเคลื่อนไหวของราคาหุ้นในการตั้งจุด Stop Loss โดย ATR Stop Loss = ราคาซื้อ – (ATR วันปัจจุบัน x 2) 
ที่มา (มีตัวอย่างประกอบ)
http://www.investmentory.com/2013/09/stop-loss.html

วิดีโอสอนเรื่อง ATR

Day Trading Tips For Beginners - Learn To Use ATR Indictor (ภาษาอังกฤษ)

https://www.youtube.com/watch?v=oI2yiyXkYjY


Friday, 28 August 2015

4 ขั้นตอนของวัฏจักรตลาดหุ้นตามหลัก Wyckoff Method (การนับเวฟ) V.S. Dow Theory



1. ระยะสะสมหุ้น (Accumulation)
-เป็นช่วงที่เจ้าเก็บของอย่างเงียบๆ 
-อาการจะเป็นแบบ sideway ขึ้นๆลงๆไปเรื่อยๆและอาจกินเวลานาน 
-ปริมาณการซื้อต่อวันเพิ่มขึ้นไม่มาก แต่อาจจะมี inside buying กระตุกต่อมขึ้นมานิดหนึ่งให้เห็นเป็นนัยยะ และจะกินเวลาอีกสักพักกว่าจะปั่นรอบ

จุดสังเกตท่าเริ่มของราคา

ระยะ A : Sideway Down

-เป็นช่วงที่เกิดจากการ Selling Climax เล่นจบรอบ (เทกันขาย) แล้วไปทำราคาต่ำสุดแล้วขึ้นมาทำเป็นรูป V Shape
-เนือยๆเฉื่อยๆไปเรื่อยๆ

ระยะ B : Sideway

-ช่วง Sideway ขึ้นๆลงๆ ในกรอบราคาหนึ่ง
-ให้สังเกต Divergence เพื่อดูจุดเปลี่ยนเทรนด์

ระยะ C : Beartrap

-อาจมีการทำ Low ที่ราคาเดิมๆหลายๆครั้งในกราฟแบบแรก หรือถ้ามี Lower Low ก็จะดันขึ้นมาเท่าเดิม (Beartrap) ในกราฟแบบที่ 2
-ไม่มีนัยยะสำคัญเพราะไม่มี Volume

ระยะ D : Bottom Out Pattern

-เกิดการทำ Higher Low และ Higher High
-เป็นสัญญาณยุติขาลง
-สภาพคล่องต่ำลงเพราะโดนเจ้าดูดหุ้นไปหมดแล้ว ถ้ายิ่ง Volume น้อยแปลว่าใกล้จะระยะ Mark Up





2. ระยะไล่ราคา (Rally/ Mark Up)
-ควรเข้าก่อนหรือเมื่อมีสัญญาณเริ่มการไล่ราคา (ตอน Volume หดและมีการทำHigher Low & Higher High และหลังจากนั้นจะทะลุแนวต้าน)
-หลุดเส้นต้านจากกรอบข้อ 1 วิ่งขึ้นไป
-ระยะปั่นราคาให้ขึ้นไปจุดสูงสุดให้เร็วที่สุด แท่งเขียวขึ้นสูง มี common gap
-Volume จะมากกว่าตอนสะสมหุ้น ปริมาณการซื้อมากกว่าการขาย

จุดสังเกต
-เปลี่ยนเป็น Sideway Up
-ทะลุเส้นต้านด้วย Volume ที่มากขึ้น
-หลังจากเริ่มขึ้นจะมีการปล่อยข่าวดีออกมาเพื่อดึงเม่าให้เข้ามาซื้อจนไล่ไปถึง Buying Climax เกิด Bull Trap หลอกเม่าให้มีความหวังแล้วทุบลง (เจอ Bulltrap ให้เตรียมชิ่งทันที)
-จุดสังเกต Buying Climax คือราคาไต่ขึ้นแต่ไม่มี Volume หรือลดน้อยลง





3. ระยะสงสัย/พักตัว (Distribution)
-เป็นช่วงการทำกำไรของนักลงทุนระยะสั้น
-มีการเข้าซื้อของคนตกรถ
-กราฟจะนิ่งๆ กรอบแคบกว่าตอนไล่ราคา
-ระยะเวลาจะกินเวลานานกว่าตอนไล่ราคามาก
-Volume จะลดลงกว่าตอนไล่ราคา ปริมาณการขายเริ่มมากขึ้น
-หากหุ้นสามารถ Break Out เส้นต้านได้ ก็จะเป็นระยะไล่ (Mark Up) ราคาใหม่

4. ระยะปรับฐานราคา (Decline / Mark Down)
-ราคาหลุดแนวรับลงมา
-ราคาไหลลงแบบค่อยๆไหลหรือไหลลงรุนแรงเกิด Selling Climax
-หากตอนไล่ราคามาแรง ตอนร่วงก็แรงเช่นกัน
-เกิดการคัทลอสของคนที่เข้าช่วง 3
-สมาชิกที่ถือหุ้นส่วนใหญ่คือรายย่อย
-ปริมาณการซื้อขายไม่มีนัยยะสำคัญ ไร้เจ้าภาพพยุงราคา
-ถ้า Volume น้อยคือการขายที่หมดแรง ถ้าเยอะคืออาการ Panic Sell

พอจบรอบ 4 ก็จะวนกลับไป 1 ใหม่


อ่านเพิ่มเติม

NEW HIGH ! จริงหรือหลอกบอกกันอย่างไร ?